เปิดร้านอาหาร คิดให้ดี
“ร้านอาหาร” เป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูง ซึ่งการเปิดหรือดำเนินธุรกิจร้านอาหารไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ก็มีรายละเอียดมากมายที่ควรให้ความสำคัญ โดยหนังสือชื่อ “กลยุทธ์ร้านอาหารมืออาชีพ”สำนักพิมพ์แม่บ้านทันสมัย ก็ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ.“.. จะขายอาหารอะไร” การตัดสินใจว่าจะขายอะไรดีนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเราวางนโยบายได้ ต่อไปก็จะวางแผนแต่งร้านและคิดถึงแผนธุรกิจได้ในลำดับต่อไป ซึ่งอาหารแต่ละ
ชนิดก็มีการออกแบบตกแต่ง ต่างกันไปร้านอาหารนั้นมีหลายประเภท อาทิ
1.ร้านอาหารประเภทกุ๊กช็อป คือเจ้าของร้านและครอบครัวทำเองขายเองส่วนใหญ่มักเป็นร้านเก่าแก่และมีอาหารอร่อยเฉพาะ
2.ร้านอาหารเฉพาะอย่าง เช่น สุกี้ บาร์บีคิว ฯลฯ
3.ร้านอาหารเฉพาะชาติ เช่น อาหารจีน เวียดนาม อิตาเลียน
4.ร้านอาหารแบบแฟรนไชส์ เช่น พิซซ่า โดนัท ไก่ทอด และ
5.ร้านอาหารเชิงสวัสดิการ เช่นขายอาหารในห้าง โรงเรียน หรือในออฟฟิศ
เมื่อคิดถึงเรื่องอาหาร-รูปแบบร้านแล้ว ก็จำเป็นต้องคิดถึงเรื่อง “บุคลากร” โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำครัว คนเสิร์ฟ พนักงานบริการ หรือแม้แต่จะดำเนินการลงมือทำเองก็จำเป็นต้องแสวงหาความรู้ความชำนาญเพิ่มเติมมีความรู้ความชำนาญด้านอาหารแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อไปคือ “การจัดการร้าน” เพราะธุรกิจจะอยู่รอดไม่รอดก็ขึ้นอยู่กับเรื่องนี้ด้วย โดยสามารถหาความรู้ได้จากแหล่งอบรมต่าง ๆ หรือศึกษาจากตำราทางธุรกิจที่มีอยู่อย่าง
มากมาย เพียงแต่ต้องรู้จักนำมาปรับใช้ให้ตรงกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของตัวเองการเปิดร้านอาหารนั้นจะต้องลงทุนมาก มีการแข่งขันสูง ร้านอาหารที่ดีจริง อร่อยจริง ถึงจะอยู่รอดได้ และที่สำคัญ ผู้ลงทุนยังจำเป็นต้องนำกลยุทธ์ในเรื่องอื่น ๆ เข้ามาผสานในการดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องลงตัวด้วย !!.--จบ--
กลยุทธ์การตลาดร้านอาหาร
การเปิดร้านขายอาหารเป็นธุรกิจที่เป็นทั้งการขายสินค้าและบริการไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นก็ต้องคิดถึงเรื่องของ
“กลยุทธ์การตลาด” ซึ่งธุรกิจประเภทนี้ควรจะมีลักษณะเด่นในด้านต่าง ๆ ดังนี้คือ...
1. ไม่เหมือนใคร อาจเป็นเมนูที่คิดขึ้นมาเอง หรือเป็นอาหารต่างชาติที่ไม่มีใครทำในตลาด เป็นต้น
2. รสชาติอร่อย ถ้าอาหารที่ขายนั้นคนอื่นก็สามารถขายได้เหมือนกัน ก็จำเป็นต้องเน้นไปที่เรื่องของ รสชาติ หรือพยายามหาเคล็ดลับที่ทำให้อาหารนั้นมีรสชาติโดดเด่นไม่เหมือนใคร
3. ตำรับเก่าแก่ อาจเป็นอาหารที่หาคนทำเป็นได้ยาก หรือเป็นเมนูพิเศษที่หาทานได้ยาก ส่วนใหญ่เป็นอาหารโบราณที่มีตำรับเก่าแก่และมีกรรมวิธีการทำที่ยาก
4. เอาใจตลาดได้ถูกต้อง คือทำให้รสชาติอร่อยถูกปาก ถูกกับรสนิยมของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ
5. สืบทอดจากร้านเก่าแก่ เท่ากับเป็นการเอาชื่อเสียงเดิมของร้านเก่าแก่แห่งนั้น ๆ มาเสริมสร้างความเด่นให้กับร้านเรา ข้อสำคัญคือจะต้องอร่อยหรือคงรสชาติเดิมให้มากที่สุด
6. อาหารดีราคาไม่แพง แม้ทำเลและการจัดร้านจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็สามารถทำให้คนมารอเข้าคิวกินอาหารได้ โดยใช้กลยุทธ์ด้านราคาที่สมเหตุสมผลกับรสชาติ และคุณภาพของอาหาร
7. ความรวดเร็ว โดยเน้นที่บริการได้รวดเร็ว คล้ายกับอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด
8. ตรงรสนิยมลูกค้า โดยการเลือกประกอบอาหารที่ดูโก้หรู ถึงแม้จะมีราคาแพงหน่อยแต่หากเป็นอาหารที่ถูกต้องตรงกับรสนิยมของกลุ่มลูกค้าก็สามารถที่จะนำมาใช้เป็นจุดเด่นของร้านได้เช่นกัน
9. ตามกระแส-นำกระแสเช่นทุกวันนี้คนนิยมหันมาทานอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น เราก็อาจอาศัยหลักวิชาการต่าง ๆ ในเชิงสุขภาพมาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหาร และสามารถใช้เป็นจุดขายของร้านได้อย่างดีเหล่านี้คือกลยุทธ์การตลาดที่เน้นในเรื่องการสร้างจุดเด่น-จุดขายของ “ร้านอาหาร”ภาชนะ-ราคา ปัญหาน่าคิด?การเปิด “ร้านอาหาร” ก็เหมือนการขายสินค้าอื่น ๆ นอกจากจะต้องคำนึงถึงคุณภาพสินค้าซึ่งก็คืออาหารแล้วยังต้องคิดถึงเรื่องภาชนะหรือหีบห่อ รวมถึงราคาที่กำหนดไว้ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา เช่นกันภาชนะหรือหีบห่อ ถ้าเป็นร้านอาหารแบบเสิร์ฟ คือมีการเสิร์ฟตามสั่งของลูกค้าก็ต้องเลือกจานให้เหมาะสมกับอาหาร ต้องคำนึง อาทิ ความสวยงาม เกรดของภาชนะ ลักษณะของอาหาร ราคาอาหารที่ขาย ลูกค้า ทำเลที่ตั้งร้าน และความระมัดระวังของลูกน้องในร้าน สิ่งเหล่านี้มีผลทั้งสิ้นต่อความรู้สึกของลูกค้า
“องค์ประกอบการเลือกภาชนะหรือหีบ ห่อที่ต้องกวดขันเป็นอย่างยิ่ง คือ
1.ความสะอาด
2.ความเหมาะสมของจำนวน ขนาดของอาหารและการส่ง
3.การเก็บรักษาสภาพของอาหาร
4.ความสะดวกในการใช้งานของลูกค้า”
ราคา การตั้งราคาอาหารขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน คือ...
1.ตั้งตามต้นทุนของอาหารนั้น แล้วเอา 2.5 คูณเข้าไป (ต้นทุนอาหาร x 2.5) เช่น ต้นทุน 50 บาท เอา 2.5 คูณก็จะได้เท่ากับ 125 บาท การคิดแบบนี้ถือว่าได้รวมค่าจัดการ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เข้าไปแล้ว เป็นการคิดแบบทั่วไป
2.ต้องดูร้านคู่แข่งว่าตั้งราคาอาหารแบบเดียวกันนั้นอย่างไร โดยคำนวณถึงสิ่งได้เปรียบและเสียเปรียบของคนที่เป็นลูกค้าให้รอบคอบ จึงกำหนดราคาลงไป เว้นแต่ว่าเรามีอะไรพิเศษกว่า ก็อาจตั้งราคาสูงกว่าได้เล็กน้อย
3.พิจารณาจากขนาดของร้าน
4.พิจารณาจากนโยบายของร้าน
5.ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและคุณภาพอาหารของลูกค้าวิธีคิดกำไรร้านอาหารกิจการขายอาหารแต่ละประเภทต้องการกำไรไม่เท่ากัน ร้านอาหารเล็ก ๆ ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องการตั้งราคาอาหารเพราะทำเอง ขายเอง ที่ดินเอง ทำให้สามารถขายได้ในราคากำไรไม่สูงมากนัก แต่พอร้านขยายขึ้นมามีแม่ครัวเด็กล้างจาน พนักงานเสิร์ฟมากขึ้น ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทำให้ต้องกลับมานั่งคิดถึงจุดคุ้มทุนส่วนใหญ่ร้านอาหารมักคิดราคาขายเป็น 2 เท่าจากต้นทุนรวมเท่าที่ต้องการ ดังนั้นการคิดกำไรให้ถึงจุดที่ว่า จึงมักเอาต้นทุนรวมตั้งและคูณด้วยจำนวนที่ต้องการ โดยต้นทุนรวมก็คิดจากสินทรัพย์ทุกอย่าง ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าร้านหรือเช่าที่ดินทั้งปี 150,000 บาท ค่าอุปกรณ์ในร้าน 100,000 บาท ค่าบำรุงรักษา 30,000 บาท เงินเดือนพนักงาน 400,000 บาท ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด 30,000 บาท รวมเป็นต้นทุนคงที่ 710,000 บาท นำต้นทุนคงที่มาหารกับจำนวนวันใน 1 ปี คือ710,000 หารกับ 365 วัน จะได้ต้นทุนคงที่ต่อวันเท่ากับ 1,946 บาทจากนั้นมาคิดต้นทุนแปรต่อวัน คือค่าวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร อาทิ ต้นทุนอาหารต่อจานเท่ากับ 20 บาท คิดในอัตราส่วนขายให้ลูกค้าต่อวันได้ 100 คน ต้นทุนแปรสำหรับอาหารจานนั้นคือ 20x100 ได้เท่ากับ 2,000 บาทต่อวัน และให้เอาต้นทุนคงที่กับต้นทุนแปรที่ได้มารวมกันคิดต่อลูกค้า 100 คนแล้วเอา 100 หาร ก็จะได้ 1,946+2,000 หาร 100เท่ากับ 40 บาททีนี้ก็จะสามารถคิดราคาขายได้ เช่น ต้องการราคาขายเป็น 2 เท่าหรือ 200% ของต้นทุนรวมก็เอา 40 บาทคูณราคาที่ต้องการขายคือ 200% ได้เท่ากับ 80 บาท (40x200%=80) ราคาขายอาหารจานนั้นก็คือ 80 บาทนั่นเอง“สูตรการคิดกำไรนี้สามารถใช้ได้กับอาหารจานอื่น ๆ เพราะต้นทุนคงที่เหมือนเดิม เปลี่ยนแต่ต้นทุนแปรหรือค่าวัตถุดิบ เพราะอาหารแต่ละจานย่อมมีส่วนประกอบที่ต่างกัน”ทำเลดีมีชัยไปแล้วครึ่ง !บางครั้งความอร่อยของอาหารก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ลูกค้าใช้ในการเลือกร้านอาหารเสมอไป แต่อาจเป็นเรื่องของทำเลและที่ตั้งร้านอาหารที่ลูกค้าใช้ในการตัดสินใจดังนั้น ทำเลที่ตั้งร้านอาหารจึงเป็นอีกปัจจัยที่อาจจะทำให้ธุรกิจร้านอาหารนั้นสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในหนังสือกลยุทธ์ร้านอาหารมืออาชีพ สำนักพิมพ์แม่บ้าน
ทันสมัย มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้..
เกณฑ์สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาในการตั้งร้านอาหาร คือ...
1.ใกล้บ้านลูกค้าเป้าหมาย คือ สถานที่ ของร้านอาหารที่เหมาะ ลูกค้าสามารถไปหรือกลับ ได้ง่าย
2.เดินทางสะดวก คือติดริมถนนใหญ่
ไม่ต้องเข้าซอยลึก ๆ คนที่ไปโดยรถยนต์หรือคนที่นั่งรถแท็กซี่สามารถไปได้อย่างสะดวกเหมือนกัน
3.สังเกตเห็นได้ง่าย ถ้ามีแผนที่ก็ควรจะบอกจุดสังเกตใหญ่ ๆ ว่าร้านอาหารนั้นตั้งอยู่ใกล้กับอะไร
4.มีที่จอดรถสะดวก บางครั้งร้านอาหารใหญ่โต แต่กลับมีที่จอดรถอยู่เพียงสองสามคัน ก็เป็นการเพิ่มความเสียอารมณ์ให้กับลูกค้าในยามที่ต้องคอยวนหาที่จอดรถ
5.บรรยากาศการจัดร้านดี ความสะอาดต้องมาเป็นอันดับแรก ที่เหลือคือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับลูกค้า
6.สถานที่ตั้งอยู่ไม่ไกลตัวเมืองมากเกินไป เพราะถึงแม้บรรยากาศจะโล่งโปร่งสบาย แต่ถ้าหากที่ตั้งร้านอยู่ไกลเมืองเกินไป ก็อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกลำบากที่จะต้องขับรถไปกลับเป็นเวลานาน ๆ จนตัดสินใจไม่มาใช้บริการ...ผู้ประกอบการที่มีทุนพอสมควร ก่อนเปิดร้านอาหารนั้น ขอให้พิจารณาเรื่องของสถานที่ตั้งหรือทำเลที่ตั้งร้านอาหารก่อนเป็นอันดับแรก และทำเลนั้นควรเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าและประเภทอาหารที่จะขายเป็นสำคัญ...--จบ--
ร้านอาหารกับกลยุทธ์การขาย
กลยุทธ์การขายเป็นเสมือนบอลลูกกลม ๆ ที่หมุนและพลิกแพลงได้ตลอดเวลา การเปิดร้านอาหารก็เช่นกันเรามีตัวสินค้าคืออาหารและบริการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการขายเช่นกันข้อมูลจากหนังสือกลยุทธ์ร้านอาหารมืออาชีพ พูดถึงเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ ดังนี้...
ในการวางแผนการส่งเสริมการขายหรือที่มักเรียกว่า Promotion นั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถือกันว่าเป็นกลยุทธ์ขั้นลึกซึ้ง และกระทำได้หลายวิธี ในอดีตการส่งเสริมการขายสำหรับร้านอาหารอาจไม่จำเป็นนัก แต่ปัจจุบันเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะในตลาดมีร้านอาหารอยู่อย่างมากมาย การทำให้ร้านอาหารเป็นที่รู้จักรวดเร็วที่สุดถือว่าเป็นหัวข้อสำคัญในการดำเนินกิจการร้านอาหารในยุคนี้ โดยผู้ประกอบการร้านอาหารพิจารณาได้ดังนี้...
1.ร้านอาหารของเรามีจุดเด่นอะไร จุดเด่นต่างๆ เหล่านี้จะเลือกเอาเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่างมาใช้ก็ได้ แต่ต้องเป็นจุดเด่นที่แท้จริง เพราะไม่เช่นนั้นจุดเด่นที่นึกว่าใช่อาจกลายเป็นจุดดับให้กับร้าน
2.ทำให้จุดขายเป็นที่รู้จักแพร่หลาย อาทิ ใช้การลดแลกแจกแถม การลดราคาอาหารสำหรับสมาชิก บุคคลบางกลุ่ม ใช้คูปองแลกอาหาร และเปิดให้ทดลองชิม เป็นต้น
3.การโฆษณา เป็นวิธีการตรงไปตรงมาที่ทำให้คนทั่วไปรับรู้ว่ามีร้านอาหารเปิดใหม่ และเรามีจุดเด่นอย่างไรก็ลงไปในโฆษณานั้น การโฆษณาอาจทำได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ อาทิ การติดแผ่นโฆษณาหน้าร้าน การส่งจดหมายเวียน การโฆษณาผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์-นิตยสาร และอินเทอร์เน็ต เป็นต้น แต่วิธีนี้ต้องคำนึงถึงงบประมาณและการเลือกใช้สื่อให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายด้วย
4.การประชาสัมพันธ์ วิธีนี้ดูจะเหมาะสมสำหรับร้านอาหารที่มีอุดมการณ์ เพราะการประชาสัมพันธ์ต่างกับการโฆษณา เพราะการโฆษณานั้นเป็นกลยุทธ์สร้างความเชื่อ โน้มน้าวให้ผู้ได้รับสื่อต่าง ๆ สะดุดใจ แต่การประชาสัมพันธ์จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยการชี้แจงถึงตัวสินค้าน้อยที่สุด แต่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของร้านมากที่สุด.
เด็กเสิร์ฟร้านอาหาร
บางครั้งเราจะเห็น “ร้านอาหาร” ที่มีคนเข้าใช้บริการกันแน่นจนแทบไม่มีโต๊ะว่าง บางครั้งถึงขนาดต้องเข้าคิวรอกัน ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าร้านนั้นมีอะไรดี ลูกค้าถึงเลือกใช้บริการ และทำมาค้าขึ้นได้ขนาดนี้ความจริงเป็นเรื่องของกลยุทธ์การตลาดเกี่ยวกับ Location หรือสถานที่ตั้งร้าน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง แต่นอกเหนือจากการเลือกสถานที่ตั้งที่เหมาะสมแล้ว หาก “บริการ” อาหารไม่ดีก็คงยากจะดีตามสถานที่ไปด้วยในภัตตาคารที่บริการประทับใจ จะมีการเลือกพนักงานอย่างพิถีพิถัน เพราะพนักงานเสิร์ฟถือเป็นปราการด่านแรกที่ต้องพบกับแขกหรือผู้ที่มารับบริการ จะเรียกว่าเปรียบเสมือนหน้าตาของร้านก็ว่าได้ ดังนั้น การเลือกพนักงานเสิร์ฟก็จำเป็นไม่แพ้การบริหารจัดการด้านอื่นเช่นกัน
หลักในการคัดเลือกพนักงานเสิร์ฟ ที่ควรพิจารณามีดังนี้...
1.หน้าตาดูสะอาดสะอ้าน อาจไม่ต้องถึงกับสวยหล่อแต่ต้องไม่ดูมอมแมมจนเกินไป เอาแค่ว่าเห็นหน้าแล้วไม่ถึงกับกินอาหารไม่ลงเป็นพอ
2.ดูเรื่องมารยาท ต้องสุภาพพูดจาดี ไม่ขี้โมโห
3.รักงานบริการ ถ้าเพียงหวังแต่เข้ามาทำงานพลาง ๆ แนะนำว่าอย่ารับไว้เพราะไม่มีใจ
4.ตรวจสอบประวัติให้ดี คนที่มีประวัติทำงานมาก่อน แนะนำให้ตรวจสอบให้ดีว่าออกจากที่เก่ามาเพราะอะไร
5.ต้องมีการอบรมโดยให้ความรู้เรื่องการเสิร์ฟ ปรับทัศนคติในเรื่องการให้บริการ และเน้นความสำคัญของความก้าวหน้าในอาชีพนี้
6.วางโครงสร้างบุคลากรให้ลดหลั่นกัน มีปัญหาอะไรจะได้มีคนรับผิดชอบเพื่อแก้ปัญหา
7.สร้างแรงจูงใจในการทำงาน โดยชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับหากทำงานดี
8.ฝึกให้รู้จักหน้าที่หลาย ๆ อย่าง เพื่อที่จะได้รู้งานและเข้าใจระบบงานในร้านอาหาร
9.พูดคุยเรื่องการทำงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำงาน และ10.ความสะอาด ต้องเน้นในเรื่องนี้กับพนักงานให้ขึ้นใจ..
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ และมีรายละเอียดมาก แต่จะช่วยสร้างบริการให้เกิดความประทับใจ...ลูกค้าอยากได้อะไร?เมนูที่ดีเป็นอย่างไร? ผู้ประกอบการอาจเคยตั้งคำถามว่าลูกค้าอยากได้อะไรจากร้านอาหาร ถ้าตอบแบบง่าย ๆ ก็คือต้องการทานอาหาร
ที่เกิดจากความหิว และยังต้องการอาหารที่ปลอดภัย อีกด้วยและถ้าถามว่าร้านไหนอร่อย ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก แต่หากจะต้องตอบก็คงต้องย้อนถามเป็นข้อ ๆ ว่า...
1.ต้องการอาหารประเภทไหน เพราะเหตุนี้คนที่จะเปิดร้านอาหารจึงต้องมีการสำรวจ เพื่อรู้ว่าตัวเองจะขายอาหาร
ประเภทไหนดีที่จะตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า
2.นิสัยและความชอบอาหารเป็นอย่างไร
3.ชอบนั่งทานอาหารในร้านแบบไหน
4.คำนึงถึงเรื่องคุณค่าทางอาหารหรือไม่
5.รสนิยมทางด้านอาหารเป็นอย่างไร
6.เลือกทานอาหารแต่ละชนิดมากหรือน้อยอย่างไร และ
7.ความคาดหวังเมื่อเข้าไปทานอาหารร้านนั้นเป็นอย่างไร คาดหวังว่าจะได้รับอะไรจากการบริการหรือไม่ส่วนในเรื่องของเมนูอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้ลูกค้าเห็นว่าในร้านนั้นมีบริการอะไร และอย่างไรบ้าง เพราะเมนูคือสิ่งแรกที่ลูกค้าเพ่งพินิจว่าร้านอาหารนั้น มีฝีมือหรือทำอะไรได้แค่ไหน โดยเมนูที่ดีนั้นควรมีลักษณะดังต่อไปนี้...
1.ควรจัดทำหน้าปกเมนูที่ชวนให้พลิกดูข้างใน แม้จะไม่มีรูป แต่ก็ขอให้ดูสะอาดตาไว้ก่อน
2.บอกตรง ๆ กับลูกค้าว่าเรามีอาหารเด็ดหรืออาหารแนะนำประจำร้านอะไร
3.ควรใช้ถ้อยคำเข้าใจง่าย ๆ และตัวสะกดที่ถูกต้อง
4.มีอาหารที่ทำจากวัตถุดิบตามฤดูกาล เพราะนอกจากจะสดแล้ว ราคายังไม่แพงอีกด้วย
5.ถ้าทำได้ควรมีรูปถ่ายอาหารจานนั้น ๆ ประกอบด้วยในเมนู
6.ชื่ออาหารในเมนู ควรใช้ภาษาให้ถูกต้อง
7.ในเมนูอาหารควรมีราคากำหนดไว้ด้วย และราคาต้องเหมาะสมกับสภาพร้าน
8.ควรมีอาหารที่เฉลี่ยต้นทุนสูงบ้าง ต่ำบ้างคละเคล้ากัน
...และทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่ร้านอาหารจำเป็นต้องนำเก็บไปคิด เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญในการบริหาร..ความสำเร็จเกิดจากการพัฒนา
เมื่อคุณคิดจะเปิดร้านอาหาร สิ่งที่คิดก่อนอันดับแรกก็คือจะขายอาหารอะไร ? ซึ่งคุณจะคิดเอาเอง ตัดสินใจเอา
เองไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารหลายคนเคยพูดว่า คุณจะขายอาหารอะไร ? นั่นคือแนวคิด แนวฝัน (concept) ของคุณ
แต่ร้านอาหารจะขายได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับกระแสความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ฟังดูอาจจะงง ๆ แต่ขยายความได้ว่า การทำธุรกิจร้านอาหารนั้นผู้ประกอบการจะเอาแต่ใจตัวเองเป็นหลักไม่ได้แต่ต้องดูกระแสความต้องการหลักของลูกค้าด้วยว่าเวลานั้นความต้องการเป็นอย่างไร”การที่เราจะรู้ได้ว่าลูกค้าในถิ่นนั้น ๆ ต้องการอะไร อยากกินอะไร ก็ต้องทำการสำรวจเพื่อให้พบกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ถึงกระนั้นก็ตามไม่ว่าคุณจะขายอาหารอะไร หรือเป็นร้านอาหารแบบไหน สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องมีก็คือ “จุดเด่น” เพื่อสร้างความแตกต่างจากร้านอื่น ๆ จุดเด่นหรือจุดขายที่ว่าบางทีก็อาจจะมาจากการ พัฒนาสูตรอาหารให้กับร้านของ คุณเองเราอาจเคยเห็นเมนูแปลก ๆ ตามร้านอาหารบางร้านเสมอ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสูตรอาหารที่ทางร้านคิดค้นพัฒนาขึ้นมาเอง บางครั้งก็เป็นเมนูที่คุ้นๆ เพียงแต่เพิ่มลูกเล่น และเปลี่ยนแปลงชื่อลงไปบ้างเล็กน้อยเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า ถือเป็นการพัฒนาการตลาดในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสูตรอาหารที่พัฒนาขึ้นมานั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แต่ถึงอย่างไรมาตรฐานที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับการประกอบธุรกิจร้านอาหาร การพัฒนาต้องการอาหารประเภทไหน เพราะเหตุนี้คนที่จะเปิดร้านอาหารจึงต้องมีการสำรวจ เพื่อรู้ว่าตัวเองจะขายอาหาร
ประเภทไหนดีที่จะตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า 2.นิสัยและความชอบอาหารเป็นอย่างไร 3.ชอบนั่งทานอาหาร
ในร้านแบบไหน 4.คำนึงถึงเรื่องคุณค่าทางอาหารหรือไม่ 5.รสนิยมทางด้านอาหารเป็นอย่างไร 6.เลือกทานอาหารแต่
ละชนิดมากหรือน้อยอย่างไร และ 7.ความคาดหวังเมื่อเข้าไปทานอาหารร้านนั้นเป็นอย่างไร คาดหวังว่าจะได้รับอะไร
จากการบริการหรือไม่
ส่วนในเรื่องของเมนูอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้ลูกค้าเห็นว่าในร้านนั้นมีบริการอะไร และ
อย่างไรบ้าง เพราะเมนูคือสิ่งแรกที่ลูกค้าเพ่งพินิจว่าร้านอาหารนั้น มีฝีมือหรือทำอะไรได้แค่ไหน โดยเมนูที่ดีนั้นควรมี
ลักษณะดังต่อไปนี้...
1.ควรจัดทำหน้าปกเมนูที่ชวนให้พลิกดูข้างใน แม้จะไม่มีรูป แต่ก็ขอให้ดูสะอาดตาไว้ก่อน
2.บอกตรง ๆ กับลูกค้าว่าเรามีอาหารเด็ดหรืออาหารแนะนำประจำร้านอะไร
3.ควรใช้ถ้อยคำเข้าใจง่าย ๆ และตัวสะกดที่ถูกต้อง
4.มีอาหารที่ทำจากวัตถุดิบตามฤดูกาล เพราะนอกจากจะสดแล้ว ราคายังไม่แพงอีกด้วย
5.ถ้าทำได้ควรมีรูปถ่ายอาหารจานนั้น ๆ ประกอบด้วยในเมนู
6.ชื่ออาหารในเมนู ควรใช้ภาษาให้ถูกต้อง
7.ในเมนูอาหารควรมีราคากำหนดไว้ด้วย และราคาต้องเหมาะสมกับสภาพร้าน
8.ควรมีอาหารที่เฉลี่ยต้นทุนสูงบ้าง ต่ำบ้างคละเคล้ากัน
...และทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่ร้านอาหารจำเป็นต้องนำเก็บไปคิด เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญในการบริหาร..
ความสำเร็จเกิดจากการพัฒนา
เมื่อคุณคิดจะเปิดร้านอาหาร สิ่งที่คิดก่อนอันดับแรกก็คือจะขายอาหารอะไร ? ซึ่งคุณจะคิดเอาเอง ตัดสินใจเอา
เองไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารหลายคนเคยพูดว่า คุณจะขายอาหารอะไร ? นั่นคือแนวคิด แนวฝัน (concept) ของคุณ
แต่ร้านอาหารจะขายได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับกระแสความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ
ฟังดูอาจจะงง ๆ แต่ขยายความได้ว“่า การทำธุรกิจร้านอาหารนั้นผู้ประกอบการจะเอาแต่ใจตัวเองเป็นหลักไม่ได้
แต่ต้องดูกระแสความต้องการหลักของลูกค้าด้วยว่าเวลานั้นความต้องการเป็นอย่างไร”
การที่เราจะรู้ได้ว่าลูกค้าในถิ่นนั้น ๆ ต้องการอะไร อยากกินอะไร ก็ต้องทำการสำรวจเพื่อให้พบกับความต้องการ
ที่แท้จริงของลูกค้า ถึงกระนั้นก็ตามไม่ว่าคุณจะขายอาหารอะไร หรือเป็นร้านอาหารแบบไหน สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องมี
ก็คือ “จุดเด่น” เพื่อสร้างความแตกต่างจากร้านอื่น ๆ จุดเด่นหรือจุดขายที่ว่าบางทีก็อาจจะมาจากการ พัฒนาสูตร
อาหารให้กับร้านของ คุณเอง
เราอาจเคยเห็นเมนูแปลก ๆ ตามร้านอาหารบางร้านเสมอ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสูตรอาหารที่ทางร้านคิดค้น
พัฒนาขึ้นมาเอง บางครั้งก็เป็นเมนูที่คุ้นๆ เพียงแต่เพิ่มลูกเล่น และเปลี่ยนแปลงชื่อลงไปบ้างเล็กน้อยเพื่อดึงดูดความ
สนใจของลูกค้า ถือเป็นการพัฒนาการตลาดในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสูตรอาหารที่พัฒนาขึ้นมานั้นจะประสบความสำเร็จ
หรือไม่ ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
แต่ถึงอย่างไรมาตรฐานที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับการประกอบธุรกิจร้านอาหาร การพัฒนาสูตรอาหารและพัฒนาในด้านอื่น ๆ เป็นเพียงเทคนิคที่นำมาใช้เพื่อป้องกันความเบื่อที่จะเกิดขึ้นจากการเข้ามารับบริการของลูกค้า และเป็นการสร้างตลาดสำหรับผู้บริโภค... และนี่ก็คืออีกหนึ่ง “เคล็ดลับ” สำหรับผู้ประกอบ “ธุรกิจร้านอาหาร” ควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจของตน...
ทำอย่างไรให้คุณภาพคงที่ แล้วจะทำอย่างไรคุณภาพอาหารถึงคง ที่ ? คำตอบก็คือ 1.ต้องไม่มอบให้พ่อครัวเป็นผู้คุมอำนาจเด็ดขาด 2.เจ้าของร้านจะต้องเป็นผู้จัดการอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นแค่เถ้าแก่คอยเก็บเงินและจ่ายเงินเท่านั้นการจะทำได้ทั้ง 2 ข้อไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าของร้านจะต้องเป็นนักวางแผนอย่างสำคัญ โดยมีขั้นตอนดังนี้... 1. การวางแผน จะต้องเริ่มจากตัวเองโดยต้องใส่ใจร้าน หาความรู้ในเรื่องการทำอาหาร หรือหาคนที่สนใจในเรื่องนี้มาช่วยกัน ถ้าไม่รู้จริง ๆ ก็ต้องส่งไปเรียน ไปอบรม ที่สำคัญการไปเรียนไปอบรมนั้นเพื่อให้ผู้ที่ไปเรียนได้เข้าใจสิ่งที่ศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้ง จนสามารถนำกลับมาปฏิบัติได้ ไม่ใช่ไปเรียนเพียงเพื่อต้องการประกาศนียบัตรใบเดียวเพราะถ้าเราไม่รู้เรื่องที่ต้องการรู้และเกี่ยวกันกับสิ่งที่เราจะต้องทำให้ทะลุปรุโปร่งแล้ว เห็นทีการวางแผนเพื่อพัฒนาร้านก็คงไม่สำเร็จ 2. พอวางแผนแล้ว วิจารณ์และวิจัยแล้วว่าเมนูที่คิดค้นขึ้นจะต้องขายได้แน่นอน สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ต้องทำ“สูตรอาหารมาตรฐาน” ขึ้นมา โดยใช้การบันทึกว่าเมนูที่ทำนั้นมีส่วนผสมอะไร เท่าไหร่ วิธีการทำอย่างไร ใช้อุปกรณ์อย่างไรบ้าง“ขั้นตอนทั้ง 2 ข้อนั้นย่อมจะมีขบวนการหลาย ๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ เรื่องของการจัดการ เรื่องของการผลิต เป็นต้น” กุ๊กช่วยเรา-เราช่วยกุ๊ก
ร้านอาหารร้านไหนมีการเปลี่ยนกุ๊กหรือพ่อครัวบ่อย ๆ ก็แน่ใจได้เลยว่าถึงจะมีป้ายชวนชิมมากมาย ก็มีสิทธิต้อง
ม้วนเสื่อกลับบ้านสูง เพราะคุณภาพอาหารที่ออกมาไม่เหมือนเก่า คนเคยกินก็จะหนี คนใหม่เข้ามากิน ก็อาจกินครั้ง
เดียวแล้วโบกมือลา เพราะอาหารไม่ได้มาตรฐานอย่างที่คุ้นเคย
แล้วจะทำอย่างไรคุณภาพอาหารถึงคง ที่ ? คำตอบก็คือ 1.ต้องไม่มอบให้พ่อครัวเป็นผู้คุมอำนาจเด็ดขาด 2.
เจ้าของร้านจะต้องเป็นผู้จัดการอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นแค่เถ้าแก่คอยเก็บเงินและจ่ายเงินเท่านั้น
การจะทำได้ทั้ง 2 ข้อไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าของร้านจะต้องเป็นนักวางแผนอย่างสำคัญ โดยมีขั้นตอนดังนี้...
1. การวางแผน จะต้องเริ่มจากตัวเองโดยต้องใส่ใจร้าน หาความรู้ในเรื่องการทำอาหาร หรือหาคนที่สนใจใน
เรื่องนี้มาช่วยกัน ถ้าไม่รู้จริง ๆ ก็ต้องส่งไปเรียน ไปอบรม ที่สำคัญการไปเรียนไปอบรมนั้นเพื่อให้ผู้ที่ไปเรียนได้เข้าใจ
สิ่งที่ศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้ง จนสามารถนำกลับมาปฏิบัติได้ ไม่ใช่ไปเรียนเพียงเพื่อต้องการประกาศนียบัตรใบเดียว
เพราะถ้าเราไม่รู้เรื่องที่ต้องการรู้และเกี่ยวกันกับสิ่งที่เราจะต้องทำให้ทะลุปรุโปร่งแล้ว เห็นทีการวางแผนเพื่อพัฒนา
ร้านก็คงไม่สำเร็จ
2. พอวางแผนแล้ว วิจารณ์และวิจัยแล้วว่าเมนูที่คิดค้นขึ้นจะต้องขายได้แน่นอน สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ต้องทำ
“สูตรอาหารมาตรฐาน” ขึ้นมา โดยใช้การบันทึกว่าเมนูที่ทำนั้นมีส่วนผสมอะไร เท่าไหร่ วิธีการทำอย่างไร ใช้
อุปกรณ์อย่างไรบ้าง
“ขั้นตอนทั้ง 2 ข้อนั้นย่อมจะมีขบวนการหลาย ๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ เรื่องของการจัดการ เรื่องของการ
ผลิต เป็นต้น”
...ถ้าคุณเริ่มต้นวางแผนได้ตามนี้ และแน่ใจว่าทำได้แน่ ก็ลงมือได้เลย และจะเป็นแผนการชั้นแรกที่ทำให้คุณไม่
ต้องง้อกุ๊กอยู่ตลอดเวลา...--จบ--
กุ๊กช่วยเรา-เราช่วยกุ๊ก’
เจ้าของธุรกิจร้านอาหารหลายร้านต่างประสบปัญหาคิดไม่ตกคล้ายกันในเรื่องของ“ กุ๊ก” หรือคนทำอาหาร ซึ่ง
บางร้านแม้จะให้เงินเดือนแพง ๆ แต่ก็ไม่อาจจะยื้อไม่ให้กุ๊กหรือพ่อครัวประจำร้านลาออกได้ ดังนั้น เงินจึงไม่อาจซื้อ
หัวใจกุ๊กดี ๆ ไว้ได้เสมอไป
ในหนังสือ“ กลยุทธ์ร้านอาหารมืออาชีพ” สำนักพิมพ์แม่บ้านทันสมัย ได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ จึงขอนำมา
ถ่ายทอดเผื่อผู้ประกอบการร้านอาหารท่านใดสนใจจะนำไปปรับใช้กับร้านอาหารของตน โดยในหนังสือเล่มดังกล่าว
พูดถึงตัวอย่างร้านอาหารร้านหนึ่งว่าในระยะแรกประสบปัญหากุ๊กและคนครัวลาออก ปรากฏว่าเครียดจนทำอะไรไม่
ถูกจึงหาทางออกโดยบอกกับแขกที่มานั่งทานอาหารว่าวันนี้จะมีเมนูพิเศษ แต่ขอให้สั่งเหมือนกัน จะได้ทานอาหารเมนู อาหารและพัฒนาในด้านอื่น ๆ เป็นเพียงเทคนิคที่นำมาใช้เพื่อป้องกันความเบื่อที่จะเกิดขึ้นจากการเข้ามารับบริการของลูกค้า และเป็นการสร้างตลาดสำหรับผู้บริโภค...และนี่ก็คืออีกหนึ่ง “เคล็ดลับ” สำหรับผู้ประกอบ “ธุรกิจร้านอาหาร” ควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจของตน...
ทำอย่างไรให้คุณภาพคงที่
ร้านอาหารร้านไหนมีการเปลี่ยนกุ๊กหรือพ่อครัวบ่อย ๆ ก็แน่ใจได้เลยว่าถึงจะมีป้ายชวนชิมมากมาย ก็มีสิทธิต้องม้วนเสื่อกลับบ้านสูง เพราะคุณภาพอาหารที่ออกมาไม่เหมือนเก่า คนเคยกินก็จะหนี คนใหม่เข้ามากิน ก็อาจกินครั้งเดียวแล้วโบกมือลา เพราะอาหารไม่ได้มาตรฐานอย่างที่คุ้นเคย
...ถ้าคุณเริ่มต้นวางแผนได้ตามนี้ และแน่ใจว่าทำได้แน่ ก็ลงมือได้เลย และจะเป็นแผนการชั้นแรกที่ทำให้คุณไม่ต้องง้อกุ๊กอยู่ตลอดเวลา...--จบ--
เจ้าของธุรกิจร้านอาหารหลายร้านต่างประสบปัญหาคิดไม่ตกคล้ายกันในเรื่องของ“ กุ๊ก” หรือคนทำอาหาร ซึ่งบางร้านแม้จะให้เงินเดือนแพง ๆ แต่ก็ไม่อาจจะยื้อไม่ให้กุ๊กหรือพ่อครัวประจำร้านลาออกได้ ดังนั้น เงินจึงไม่อาจซื้อหัวใจกุ๊กดี ๆ ไว้ได้เสมอไปในหนังสือ“ กลยุทธ์ร้านอาหารมืออาชีพ” สำนักพิมพ์แม่บ้านทันสมัย ได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ จึงขอนำมาถ่ายทอดเผื่อผู้ประกอบการร้านอาหารท่านใดสนใจจะนำไปปรับใช้กับร้านอาหารของตน โดยในหนังสือเล่มดังกล่าวพูดถึงตัวอย่างร้านอาหารร้านหนึ่งว่าในระยะแรกประสบปัญหากุ๊กและคนครัวลาออก ปรากฏว่าเครียดจนทำอะไรไม่ถูกจึงหาทางออกโดยบอกกับแขกที่มานั่งทานอาหารว่าวันนี้จะมีเมนูพิเศษ แต่ขอให้สั่งเหมือนกัน จะได้ทานอาหารเมนูพิเศษที่ว่านี้โดยเร็วเท่ากันหมด จากนั้นจึงนำเสนอเมนูพิเศษที่ว่าภาษานักการอาหารเรียกการเสิร์ฟแบบนี้ว่า “เซตเมนู” คือทำอาหารเป็นชุดเหมือนกันหมด โดยสามารถทำในคราวเดียว แต่ต้องมีการเตรียมปรุงไว้ก่อน ก็พอจะลดความวุ่นวาย วิธีการ และพนักงานลงไปมากทีเดียวจากตัวอย่างที่ว่านี้ทำให้ได้พบว่า
1.ถ้ากุ๊กเล่นตัว เจ้าของก็กระโดดลงมือทำเสียเอง
2.ต้องฝึกคนแทนไว้เสมอ
3.การทำแบบนี้ เมนูที่มีจะต้องไม่มากหรือมีหลายอย่างเกินไปแม้จะมีวิธีแก้ไขเฉพาะหน้า แต่ก็ใช่ว่าปัญหาที่ว่าจะหมดไปเสียทีเดียว ดังนั้นจึงต้องมีการปฏิรูปร้านอาหารปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นจึงจะหมดไป โดยมีขั้นตอนดังนี้...
1.ต้องมีผู้จัดการร้าน ต้องกำหนดให้แน่นอน อย่าให้มีหลายคน เพื่อป้องกันการสับสน
2.ต้องมีฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายตรวจรับของ แนะนำว่าต้องเลือกคนที่ไว้ใจได้ มีความซื่อสัตย์
3.การทำสูตรอาหารมาตรฐาน เพื่อที่ใครก็สามารถทำอาหารได้ในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
และทั้งหมดนี้คือวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับพ่อครัวหรือกุ๊กที่ควรพิจารณา เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนกุ๊ก...--จบ--
สูตร คุมครัวร้านอาหาร
เรื่องของการ “รั่วไหล” เกี่ยวกับวัตถุดิบ อุปกรณ์ หรือของใช้จำเป็นในครัวของ “ธุรกิจร้านอาหาร” นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของร้านอาหารต่างต้องประสบกันอยู่บ่อย ๆ บางครั้งซื้อแล้วซื้ออีกจนทำให้แทบไม่เหลือกำไร หรือบางทีกลับขาดทุนเอาด้วยซ้ำ !!
สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาการรั่วไหลเกินไปนี้ น่าจะมีสาเหตุมาจากเรื่องต่าง ๆ ดังนี้...
1.จากคนในครัวทุจริตยักยอกเอาวัตถุดิบไปขายหรือใช้เองโดยแอบเอาออกนอกร้าน,
2.คนในครัวรู้เห็นเป็นใจกับคนนอก,
3.คนในครัวทำอาหารกินกันเองแบบเว่อร์เกินพอดี,
4.คนครัวรู้เห็นเป็นใจกับคนจัดซื้อของ
5.คนในครัวทำอาหารไม่ค่อยเป็น,
6.คนในครัวเป็นประเภทถึงเครื่อง คือไม่หวงวัตถุดิบ,
7.เด็กในครัวทำของเสียหายเป็นประจำ,
8.คนครัวรู้เห็นเป็นใจกับลูกค้า,
9.คนครัวชอบสั่งซื้ออาหารใหม่อยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่ของเก่ายังไม่หมด
ทั้งนี้ ในความเป็นจริง ในทางปฏิบัติ ยังมีเรื่องให้รั่วไหลอีกเยอะ แต่ส่วนใหญ่ที่พบหลัก ๆ ก็มักจะไม่หนีจากสาเหตุทั้ง 9 ทางที่ว่ามานี้ ซึ่งวิธีควบคุมการรั่วไหลได้ดีระดับหนึ่ง ก็คือ...
1.ให้พนักงานในครัว โดยเฉพาะกุ๊ก ทำสูตรอาหารที่ร้านมีขายอย่างไม่ปิดบัง,
2.ทำการกำหนดมาตรฐานในการทำอาหาร โดยใช้การชั่งตวงวัดเป็นการเฉพาะและจดบันทึกไว้ด้วย,
3.หาทางปรับปรุงให้สูตรอาหารได้มาตรฐานคงที่
4.ทำการคำนวณสูตรอาหารจานนั้น ๆ ว่าใช้ทุนเท่าไหร่ต่อจาน ก็จะทราบราคาที่แน่นอน,
5.อาจจำเป็นต้องปรับปรุงสูตรใหม่หากคิดว่ามีต้นทุนที่สูงมากเกินไป แต่ต้องระวังอย่าให้คุณภาพเปลี่ยนและที่ว่ากันมาต่อเนื่องหลายตอนเกี่ยวกับ“ ธุรกิจร้านอาหาร” โดยเป็นข้อมูลจากหนังสือ“ กลยุทธ์ร้านอาหารมืออาชีพ” ของสำนักพิมพ์แม่บ้านทันสมัย ก็เป็นอันครบถ้วนกระบวนความแล้ว...



หน้าแรก
เว็บบอร์ด


ติดต่อเรา